ในฐานะผู้นำตระกูลหวังซึ่งเป็นตระกูลอันดับหนึ่งแห่งชิงโจว หวังหมิงหยวนได้รับสืบทอดความมั่งคั่งและความรับผิดชอบของตระกูล โดยอุทิศตนเพื่อการปกป้องโบราณวัตถุและการสืบสานวัฒนธรรม ทว่าเมื่อเขากลับไปยังบ้านเกิดของตระกูลหวัง เขากลับพบว่าป้ายวิญญาณของบรรพบุรุษถูกทำลาย ซึ่งถือเป็นการหมิ่นเกียรติยศของตระกูลอย่างร้ายแรง เพื่อสืบหาความจริง หวังหมิงหยวนจึงใช้บารมีของตระกูลและประสานงานกับรัฐบาลท้องถิ่นเพื่อตั้งรางวัลนำจับผู้อยู่เบื้องหลัง ซึ่งนั่นทำให้เขาค้นพบเรื่องที่ร้ายแรงยิ่งกว่า คือโบราณวัตถุที่ตระกูลหวังบริจาคให้ตลอดหลายปีที่ผ่านมาอาจถูกลักลอบขายไปต่างประเทศ เพื่อสืบหาความจริงเรื่องการค้าโบราณวัตถุ หวังหมิงหยวนจึงปลอมตัวเป็นพนักงานทำความสะอาดลอบเข้าไปในพิพิธภัณฑ์แห่งรัฐชิงโจว และบังเอิญพบกับแจกันศิลาดลซิ่วชุนคู่หนึ่ง ซึ่งปลุกความทรงจำระหว่างเขาและพ่อขึ้นมา แจกันคู่นี้เคยเป็นสมบัติล้ำค่าประจำตระกูลหวัง โดยก่อนตายพ่อของเขาได้กำชับให้เขาปกป้องโบราณวัตถุเหล่านี้เพื่อเชิดชูวัฒนธรรมของประเทศมังกร อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาสำรวจพิพิธภัณฑ์ เขากลับพบว่าพนักงานบางคนและ มู่หรงเย่ว์ คู่หมั้นของเขา เริ่มมีการติดต่อและซื้อขายโบราณวัตถุกันอย่างมีเงื่อนงำ หวังหมิงหยวนค่อยๆ พบว่าความร่วมมือระหว่างมู่หรงเย่ว์และพิพิธภัณฑ์ไม่ใช่เพื่อการอนุรักษ์ แต่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวในการลักลอบขายโบราณวัตถุไปต่างประเทศ มู่หรงเย่ว์แสดงท่าทีดูถูกโบราณวัตถุและไม่ลังเลที่จะทำลายของล้ำค่าเพื่อแบ่งขายเอาศิริกำไรมหาศาล ทั้งยังสร้างของปลอมจำนวนมากวางไว้ในพิพิธภัณฑ์เพื่อหลอกลวงนักท่องเที่ยว สิ่งนี้ทำให้ความเชื่อใจของหวังหมิงหยวนพังทลายลง และตัดสินใจที่จะเปิดโปงพฤติกรรมคอรัปชั่นของเธอและพิพิธภัณฑ์ให้โลกรู้ ในระหว่างกระบวนการนี้ เขาได้รับความช่วยเหลือจาก หลินซือหาน มัคคุเทศก์ของพิพิธภัณฑ์ เมื่อเธอพบว่าพวกมู่หรงเย่ว์พยายามขายโบราณวัตถุ เธอจึงตัดสินใจยืนหยัดขึ้นมาและช่วยหวังหมิงหยวนเปิดโปงความจริงในนาทีสำคัญ ในที่สุดทั้งสองคนก็ร่วมแรงร่วมใจกัน ไม่เพียงแต่จะรักษาชื่อเสียงของตระกูลไว้ได้ แต่ยังปกป้องมรดกทางวัฒนธรรม ทำให้โบราณวัตถุยังคงอยู่ในประเทศและกลายเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติสืบไป